“กรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์” ห้าง-ร้านค้า-โรงพยาบาล-ร้านอาหาร สั่งซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง

            “พาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์” เผย “กรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์” ฮอต ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า โรงพยาบาล และร้านอาหาร สนใจสั่งซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เตรียมลุยส่งเสริมเกษตรกรเพาะปลูก ป้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้น

            น.ส.จุฬารัตน์ นุ่มนิ่ม รักษาราชการแทนพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการ “กรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์” ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมกับนายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ว่า ขณะนี้ผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกร ที่ได้นำไปจำหน่ายในกรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากห้างสรรพสินค้าและร้านค้าชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นท๊อป ซุปเปอร์มาร์เก็ต เดอะมอลล์ ร้านเลมอนฟาร์มทุกสาขา โรงพยาบาล และร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดเพชรบูรณ์ 7 ร้านค้า พร้อมนำต้นแบบนี้ใช้กับพื้นที่จังหวัดอื่นต่อไป

            “สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เป็นผลผลิตจากเกษตรกร ทั้งกลุ่มพืชผักผลไม้ เกษตรแปรรูป ปศุสัตว์ และประมง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ซื้อ ทำให้สินค้าที่ผลิตได้มีตลาดรองรับ ส่งผลให้เกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายที่ผลิตสินค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจะเร่งเดินหน้าผลักดันและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ให้เพิ่มมากขึ้นต่อไป”

            ทั้งนี้ สำนักงานฯ ยังได้ผลักดันให้ร้านอาหารชื่อดังในเพชรบูรณ์ นำสินค้าเกษตรอินทรีย์จากกรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์ไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารในเมนูต่างๆ ให้กับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว เพื่อให้ได้รับประทานอาหารที่ดี มีคุณภาพ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยล่าสุดผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มอบป้ายตราสัญลักษณ์กรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์ให้กับร้านค้าเพิ่มเติมอีก 2 ร้าน คือ ร้านเต็มอิ่ม เมนูที่ใช้ คือ เมนูสลัดผัก ผักกาดแก้วผัดน้ำปลา กระหล่ำผัดน้ำปลา คะน้า ปลาเค็ม ยำผักบุ้งกรอบ และผักผักบุ้งไฟแดง และร้าน 2011 คาเฟ่ เมนูที่ใช้ คือ ผักใส่เบอร์เกอร์ เมนูสลัดผัก ข้าวหอมมะลิอินทรีย์

            สำหรับโครงการกรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์ เป็นการรวมตัวของของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยปัจจุบันมีจำนวนกลุ่มมากกว่า 93 กลุ่ม มีสมาชิกมากกว่า 1,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ใน 11 อำเภอของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตได้ครอบคลุมทั้งกลุ่มพืชผักผลไม้ เกษตรแปรรูป ปศุสัตว์ และประมง โดยมีการบริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการ ประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน และสินค้าที่ผลิต สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่าปกติ และเป็นที่ต้องการของตลาด

            นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการดังกล่าว ยังได้ถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้รวมตัวกันหันมาเพาะปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อป้อนความต้องการของตลาด และผลักดันให้มีการรวมตัวกันในรูปแบบของสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และสร้างอำนาจในการต่อรองในการจำหน่ายสินค้า ซึ่งจะทำให้เกษตรการมีรายได้สูงขึ้น

 

ที่มา: 
https://www.prachachat.net/economy/news-272323
ผู้ประกาศ: 
ศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์
ภาพข่าว: