สธ.ชงรัฐแบนสารเคมี แนะทำเกษตรอินทรีย์ 'หมอธีระวัฒน์' เตือนสารพิษในผักผลไม้ล้างไม่ออก-ตกค้างในร่างกาย

          จากกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยกระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่รายงานการสำรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย โดยระบุว่าหลังเก็บตัวอย่างผักและผลไม้ที่วางจำหน่ายอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย และพืชผักผลไม้ที่มีสารพิษปะปนอยู่ล้างออกได้ ต่อมา ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ออกมาโพสต์ตอบโต้เรื่องดังกล่าว โดยระบุว่าสารตกค้างในผักผลไม้กว่า 60% ล้างไม่ออก และห้องปฏิบัติการของรัฐสามารถตรวจสารเคมีได้เพียง 10% จาก 280 ชนิดนั้น

          ล่าสุด เมื่อวานนี้ (2 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมของคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข ซึ่งมี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, เลขาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), ตัวแทนจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องดังกล่าว ก่อนจะมีมติเพื่อที่จะอธิบายรายะละเอียดเพิ่มเติมของทางกระทรวงสาธารณสุขถึงการแถลง เมื่อวันที่ 28 ก.ย. นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สธ.ยืนยันว่าจะต้องแบนสารเคมีที่มีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอท, ไดลโฟเสท และ คลอไพรีฟอส และสารพิษฆ่าแมลงซึ่งมีอยู่สี่กลุ่มด้วยกัน แต่เนื่องจากการแบนไม่ใช่หน้าที่ของ สธ. จึงจะมีการเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณา แต่หน้าที่หลักของ สธ. คือให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันจากการสุ่มตรวจพบการปนเปื้อนอยู่ถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ การล้างก็เป็นวิธีหนึ่งที่อาจทำให้สารเคมีบางอย่างลดปริมาณลง แต่ขอยืนยันว่าไม่สามารถล้างจนปลอดจากสารเคมีได้ และไม่มีวิธีใดที่ทำให้สารเคมีไม่ปนเปื้อน และเมื่อมีการบริโภคก็อาจมีการสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยประชาชนควรเลือกซื้อผักและผลไม้จากเกษตรอินทรีย์ หรือแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ และเพื่อความปลอดภัยตั้งแต่ต้น หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงควรผลักดันในเรื่องห้ามใช้สารเคมีสารพิษในพืชผักผลไม้ เพื่อจะได้ไม่มีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในผลผลิต

          ด้าน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า การประชุมวันนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนของทาง สธ.เพราะสิ่งที่ออกมาเมื่อวันที่ 28 ก.ย. เป็นการใช้ลักษณะของข้อมูลที่ถูกบิดเบี้ยวไป โดยเฉพาะที่บอกว่าล้างแล้วปลอดภัย แต่ข้อเท็จจริงคือล้างยังไงก็ไม่ปลอดภัย เพราะสารพิษที่ตกค้างกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถล้างออกได้หมดเนื่องจากซึมเข้าไปในเนื้อผักและผลไม้ ดังนั้นควรต้องป้องกันตั้งแต่ต้นทางคือแบนไม่ใช้สารเคมีที่มีสารพิษ โดยเฉพาะ 3 ชนิด คือ พาราควอท, ไดลโฟเสท และ คลอไพรีฟอส และแม้ว่า สธ.ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการแบน แต่จากการประชุมในวันนี้ก็จะได้เพิ่มมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาชุดตรวจสารพิษให้ได้หลายชนิด

          นอกจากนี้ตนอยากให้ประชาชนร่วมกันผลักดัน เพื่อให้รัฐแบนสารพิษที่ทำให้ตกค้างในผักและผลไม้อย่างจริงจัง จากการสุ่มตรวจทีมีการแถลงเมื่อวันที่ 28 ก.ย. มีการสุ่มตัวอย่างกว่า 7000 ตัวอย่าง โดยพบว่าตัวอย่างที่เก็บจากตลาดมีการปนเปื้อนสูงถึง 30-35 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ค่อนข้างดีมาจากตัวอย่างที่แปลงและสถานที่ที่มีการควบคุม ซึ่งพบการปนเปื้อน 10-15 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้การตรวจไม่สามารถตรวจสารฆ่าแมลงได้ทั้งหมดด้วยข้อจำกัดเรื่องเครื่องมือ แต่ในอนาคตทางกระทรวงสาธารณสุขจะเพิ่มมาตรฐานในการตรวจให้ครอบคลุมได้ถึง 104 ชนิด และหากร้านค้าหรือแหล่งเพาะปลูกผ่านเกณฑ์ก็จะมีการให้สัญลักษณ์เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการเลือกซื้อ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ว่าผลการตรวจจะพบสารพิษตกค้างเล็กน้อยหรือต่ำกว่ามาตรฐาน แต่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ทางแพทย์แล้วว่า สารพิษเหล่านี้สามารถตกค้างในร่างกาย โดยการสะสมของสารพิษในร่างกายไมได้เกิดทันทีทันใด แต่จะสะสมเรื่อยๆจนเป็นการจุดชนวนให้เกิดโรคต่างๆได้ โดยโรคที่พบ เช่น ไตวาย, เบาหวาน, โรคทางสมอง, ตับ รวมทั้งมะเร็ง

 

youtube: