จาก“ผักกูด”ถึง “ตัวอ้น” เกษตรอินทรีย์ สู่วิถีพอเพียง ชุมชนห้วยหนามตะเข้

จาก“ผักกูด”ถึง “ตัวอ้น” เกษตรอินทรีย์ สู่วิถีพอเพียง ชุมชนห้วยหนามตะเข้

 

              ครอบครัวของ “นายณรงค์ จูมโสดา” ผู้ใหญ่บ้านห้วยหนามตะเข้ และผู้นำชุมชน นับเป็นตัวอย่างของครอบครัวเกษตรกรที่หันมาเน้นการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์บริสุทธิ์ มีการทำฟาร์มผักกูด การปลูกพืชผักสวนครัว อีกทั้งมีการเลี้ยงกบ เลี้ยงปลาดุก เลี้ยงตัวอ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่ทำให้ครอบครัวของผู้ใหญ่ณรงค์และชาวบ้านในชุมชนเกิดความมั่นคงทางด้านรายได้

 

                 นอกเหนือจากภารกิจในการเป็นผู้ใหญ่บ้านห้วยหนามตะเข้แล้ว ครอบครัวจูมโสดา ยังถือว่าเป็นนักคิด นักพัฒนาในการทีจะทำสิ่งต่างๆ ให้ครอบครัวของตนเองและชาวชุมชนมีรายได้เสริมจากการทำการเกษตรประเภทอื่นๆ จนบ้านห้วยหนามตะเข้ ถือเป็นพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

                “น้องเหนือ” “ชัยวัฒน์ จูมโสดา” บุตรชายของผู้ใหญ่ณรงค์ อีกหนึ่งหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการปลูกผักกูดและเลี้ยงตัวอ้น เล่าให้ฟังว่า ที่มาที่ไปของการที่ครอบครัวผู้ใหญ่ณรงค์และชาวบ้านห้วยหนามตะเข้หันมาทำฟาร์มผักกูดนั้น เกิดจากความคิดที่ว่า ผักกูดเป็นพืชพื้นถิ่นของอำเภอบ้านไร่ ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ป่ามรดกโลกห้วยขาแข้ง มีสภาพอากาศเย็น ผักกูดนั้น มีธรรมชาติเหมือนต้นเฟิร์น คือมีความทนทาน ชอบอากาศเย็น ไม่ต้องดูแลมาก ปลูกได้ไม่ยาก ปลูกเพียงครั้งเดียว สามารถเก็บกิน เก็บขายได้ตลอดชีวิต ครอบครัวผู้ใหญ่ณรงค์เองจึงใช้พื้นที่ข้างบ้านขนาด 2 งานเป็นแปลงปลูกผักกูด ประกอบกับผักกูดเองมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ ช่วยบำรุงร่างกาย รสชาติอร่อย จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อำเภอบ้านไร่มีรีสอร์ทจำนวนมาก เมนูผักกูดจึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าอย่างมาก โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท

                สำหรับเคล็ดลับการทำให้ผักกูดของบ้านห้วยหนามตะเข้มีคุณภาพดีนั้น เกิดการจากวิธีดูแลคือการให้น้ำและการควบคุมแสงไม่ให้แรงเกินไป โดยในส่วนของการให้น้ำ ใช้ระบบการวางท่อเพื่อให้ผักกูดในแปลงได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ในส่วนของแสงจะใช้ซาแลน ทำเป็นหลังคาช่วยในการพรางแสง ทำให้ยอดผักกูดแตกยอดอย่างสม่ำเสมอ มีความกรอบ อร่อย ผิดกับผักกูดที่ขึ้นตามธรรมชาติซึ่งไม่ได้ควบคุมเรื่องของน้ำและแสงแดด ขณะเดียวกันระยะห่างของแต่ละต้นควรอยู่ที่ประมาณ 30 เซนติเมตร

 

               ตัว “อ้น” ถือเป็นสัตว์ท้องถิ่นที่เดิมมีจำนวนมากในพื้นที่ แต่ปัจจุบันค่อนข้างหายาก ครอบครัวผู้ใหญ่ณรงค์จึงคิดที่จะนำมาเลี้ยงแบบให้ตัวอ้นเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์ เพราะอ้นเป็นสัตว์ที่มีนิสัย น่ารัก เลี้ยงง่าย หากเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ ก็มีลักษณะเดียวกับสัตว์เลี้ยงทั่วไป ประกอบกับ อ้นเป็นสัตว์ที่ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อของสัตว์ป่าคุ้มครอง จึงทำการเลี้ยงเป็นเชิงพาณิชย์ได้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ผู้นิยมเลี้ยงสัตว์แปลก และเนื่องจากมีราคาสูง จึงทำให้อ้น ไม่ถูกซื้อมากินในลักษณะอาหาร 

             ปัจจุบันมีผู้เลี้ยงอ้นอยู่ประมาณ 13 ครัวเรือน มีตัวอ้นจำนวน 100 กว่าตัว แต่ละปี สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท โดยมีราคาค่อนข้างสูง ได้แก่ อ้นขนาดเล็กคู่ละ 3 พัน บาท ขนาดคู่กลาง คู่ละ 5,000 บาท และขนาดใหญ่ 10,000 บาท  

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://mgronline.com/smes/detail/9610000027409

ที่มา: 
https://mgronline.com/smes/detail/9610000027409
ผู้ประกาศ: 
ศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์
ภาพข่าว: