สุรีรัตน์ฟาร์มรุกผลิตตลาดกุ้งอินทรีย์

รูปภาพของ OMICADMIN

"สุรีรัตน์ฟาร์ม" เบนเข็มรุกหนักตลาดกุ้งกุลาดำอินทรีย์ในญี่ปุ่น-จีน แทนตลาดอียูที่ต่อราคาจนกำไรแทบไม่เหลือ ขณะต้องแข่งเดือดกับผู้ผลิตกุ้งอินทรีย์จาก 4 ชาติเอเชีย ที่ต้นทุนการเลี้ยงได้เปรียบกว่า คุยแต่ยังเหนือชั้นเพราะแข่งด้วยคุณภาพและมาตรฐานสินค้า มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียมเป็นหลัก 

นายประยูร หงส์รัตน์ ประธานบริหารสุรีรัตน์ฟาร์ม จังหวัดจันทบุรี  ผู้ประกอบการฟาร์มกุ้งกุลาดำแบบอินทรีย์รายแรกในประเทศไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งมีกลุ่มสหภาพยุโรป(อียู)เป็นลูกค้าหลักได้ขอลดราคาสินค้าลงจากเดิม แต่ทางฟาร์มเห็นว่าไม่คุ้ม จึงยืนยันขายในราคาเดิม ส่งผลให้มีคำสั่งซื้อ(ออร์เดอร์)ที่ลดลง อย่างไรก็ดีจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวในเวลานี้ ทางฟาร์มได้เริ่มเบนเข็มหันไปทำตลาดญี่ปุ่นและจีนแทนมากขึ้น  ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สินค้ามีเท่าไรก็ไม่พอจำหน่าย ปัจจุบันสุรีรัตน์ฟาร์มมีพื้นที่ประมาณ 1,600 ไร่ มีบ่อเลี้ยงกุ้งทั้งหมด 150 บ่อ กำลังการผลิต 500 ตันต่อปี

  
"ราคากุ้งกุลาดำอินทรีย์ จะมีราคาสูงกว่ากุ้งที่ขายในท้องตลาดประมาณ  30%  เนื่องจากการเพาะเลี้ยงดังกล่าวมุ่งเน้นพัฒนาระบบการเลี้ยงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปราศจากสารเคมีตลอดสายการผลิต เรียกได้เต็มปากอย่างมั่นใจว่าเป็นกุ้งกุลาดำอินทรีย์ 100%" นายประยูร กล่าวและว่าสาเหตุที่หันมาทำฟาร์มกุ้งกุลาดำอินทรีย์ครบวงจร เนื่องจากในหลายปีที่ผ่านมาราคากุ้งทั่วไปในประเทศไทย มีราคาตกต่ำ จึงต้องการพัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่างจากท้องตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งยังต้องการความมั่นคงในชีวิตและอาชีพ ทั้งนี้การเลี้ยงกู้อินทรีย์มีข้อกำหนดหลายอย่างที่สำคัญคือ ห้ามใช้สารเคมี กุ้งต้องเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่น มีการกำหนดอัตราการปล่อยลูกกุ้งในการเลี้ยงไม่เกิน 15 ตัวต่อตารางเมตร อาหารต้องเป็นอาหารออร์แกนิก เป็นต้น จากข้อกำหนดดังกล่าวทำให้การเลี้ยงกุ้งอินทรีย์มีต้นทุนสูงกว่าการเลี้ยงกุ้งทั่วไปประมาณ 30% ราคาที่ขายจึงต้องสูงตามไปด้วย  ส่วนตลาดในประเทศนั้นทำตลาดยากเนื่องจากคนไทยยังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องอินทรีย์มากนัก ประกอบกับตลาดยังเล็กเกินไป ดังนั้นทางฟาร์มจึงมุ่งเน้นการส่งออกเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตามการทำฟาร์มกุ้งอินทรีย์ ไม่ใช่มีเพียงไทยประเทศเดียว แต่ยังมีอีกหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญ และยังมีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ทำให้ขายสินค้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าไทยถึง 60-80% แต่ที่สุรีรัตน์ฟาร์มยังแข่งได้เนื่องจากลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพ และขนาดหรือไซต์กุ้งได้มาตรฐานตามความต้องการ และเน้นจับตลาดบน(พรีเมียม) เป็นหลัก "ฟาร์มกุ้งในต่างประเทศที่เป็นออร์แกนิกฟาร์มนั้น เขาเลี้ยงด้วยระบบธรรมชาติจริงๆ คือมีบ่อขนาดใหญ่ จากนั้นก็ปล่อยกุ้งลงไป และปล่อยให้กุ้งกินอาหารตามธรรมชาติ โตแบบธรรมชาติ จึงไม่มีต้นทุนอะไรมากนัก เมื่อต้นทุนไม่สูงก็สามารถขายในราคาที่ต่ำได้ แต่ของเราโฟกัสกลุ่มลูกค่าพรีเมียม แข่งด้วยคุณภาพและมาตรฐานสินค้าจึงยังสามารถแข่งขันได้" 

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมีอัตราการขยายตัว 20-30% ต่อปี โดยในปี 2553 คาดจะมีมูลค่าถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีตลาดสำคัญ คือ สหภาพยุโรป(อียู)สัดส่วน 50% ตลาดสหรัฐอเมริกา 45% ที่เหลือเป็นตลาดญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และตลาดอื่นๆ ขณะที่ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยที่บริโภคในประเทศและส่งออกในปี 2551 มีมูลค่า 3,217 ล้านบาท ปี 2552 มูลค่า 3,539 ล้านบาท และปี 2553 คาดจะมีมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

 

ที่มา: 
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,514 18 - 20 มีนาคม พ.ศ. 2553
ผู้ประกาศ: 
21 มี.ค. 2553
ภาพข่าว: