เร่งเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ยกระดับกลุ่มพื้นบ้าน-เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนตลาด

เร่งเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ยกระดับกลุ่มพื้นบ้าน-เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนตลาด

          นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมดำเนินการ โดยขับเคลื่อนการดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 เพื่อให้มีการ บูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันส่งเสริมทั้งกระบวนการผลิต รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ให้ขยายตัว ในเชิงพื้นที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่ ภายในปี 2564

          โดยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ประกอบไปด้วย จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร ซึ่งการดำเนินงานของทางกลุ่มจังหวัดได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ที่ครอบคลุมทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของกลุ่มจังหวัดให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ไม่น้อยกว่า 8.2 แสนไร่ ในปี 2564

          นายกฤษฎากล่าวต่อไปว่า ในพื้นที่จังหวัดยโสธรนี้มีการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง และได้กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดมาโดยตลอด ซึ่งจังหวัดยโสธรมีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 40,000 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 396 กก./ไร่ สร้างรายได้ จากการจำหน่าย 276,952,500 บาท และในปี 2559 จ.ยโสธรได้ถูกยกให้เป็นจังหวัดต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งจังหวัดยโสธร มีแผนการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิมและขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์อีก 60,000 ไร่ ให้เป็น 100,000 ไร่ ภายในปี 2561

          ปัจจุบัน สินค้าเกษตรอินทรีย์กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดผู้ที่สนใจในการดูแลรักษาสุขภาพเป็นจำนวนมาก ในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯมีแนวทางการส่งเสริมพัฒนาเกษตรอินทรีย์หลายมิติ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้เกษตรอินทรีย์ในเชิงลึก เพื่อเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องการเข้าสู่ระยะปรับเปลี่ยนและการรับรองตามระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรทั่วประเทศกว่า 5,000 ราย

          สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 มีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ เพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย เพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาด ส่งออก โดยมีสัดส่วนตลาดในประเทศร้อยละ 40 ต่อตลาดส่งออกร้อยละ 60 และยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคือ การเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ พืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ และประมง ด้วยอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมเกษตรแปรรูปและเกษตรอินทรีย์ (Hup of innovation for Specialized and Organic Agriculture : HI-SO Agriculture)

          ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าภาครัฐมีความเอาใจใส่และสนใจในการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างมาก เพื่อให้เป็นอาหารทางเลือกของ ผู้รักสุขภาพและยังเป็นผลดีให้กับเกษตรกรที่อีกทางหนึ่งด้วย ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน การรวมกลุ่มผลิตสินค้า นอกจากนี้ ตลาดรองรับผลผลิตของเกษตรอินทรีย์ยังเปิดกว้างเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงแผงขายตามท้องตลาดทั่วไป แต่ปัจจุบันเป็นสินค้าขึ้นห้างตามโมเดิร์นเทรดต่างๆ ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าซื้อ เข้าถึงได้ง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้รักสุขภาพอีกด้วย

 

 

 

ที่มา: 
https://www.ryt9.com/s/nnd/2835791
ผู้ประกาศ: 
ศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์
ภาพข่าว: