ข้อจำกัดของเกษตรกรไทยในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

                                     ข้อจำกัดของเกษตรกรไทยในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์โลกนับวันจะเพิ่มมูลค่าสูงขึ้น เนื่องจากประชากรโลกเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยของอาหารและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยเรามีสินค้าเกษตรอินทรีย์หลัก ได้แก่ ข้าว (80%) ผัก พืชไร่ และผลไม้ (0.02%) ของสินค้าส่งออกของไทยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกสินค้าขั้นต้น เช่น ข้าวหอมมะลิ ผัก ผลไม้ สมุนไพรแห้ง ฯลฯ ซึ่งมูลค่าค่อนข้างต่ำ ในขณะที่สินค้าแปรรูปซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงและเป็นสินค้าที่ไทยมีโอกาสในการแข่งขันสูงยังมีจำกัดและไม่แพร่หลาย ทั้งนี้เพราะยังมีข้อจำกัดของเกษตรกรไทยในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ดังนี้ คือ  

 

1. ด้านการเตรียมตัวของเกษตรกร ที่จะต้องเปลี่ยนจากการทำเกษตรอุตสาหกรรมหรือเกษตรเคมีไปสู่เกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานสากล จะต้องดำเนินการต่างๆ ตามเกณฑ์ปฏิบัติอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการผลิตเพื่อส่งออกจะต้องผ่านมาตรฐานการตรวจรับรอง (certification) ซึ่งนับว่าเป็นภาระหนัก เช่น มาตรฐานที่กำหนดให้เกษตรกรเว้นช่วงการผลิตระหว่างเกษตรเคมีและเกษตรอินทรีย์อย่างน้อย 2-5 ปี ทำให้เกษตรกรต้องเตรียมตัวสำหรับช่วงที่จะขาดรายได้อย่างรอบคอบ

 

2. ด้านการผลิต การผลิตมีขั้นตอนที่ซับซ้อน และทุกขั้นตอนมักจะมีข้อกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างระมัดระวังตั้งแต่การผลิตขั้นตอนแรก เช่น การให้อาหารสัตว์ การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ การควบคุมสิ่งแวดล้อม เป็นต้น อีกทั้งการที่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องขาดการรวมตัวกันจึงทำให้เกิดข้อจำกัดต่างๆ เช่น พื้นที่การผลิตอาจไม่ใหญ่พอ ส่วนผสมอาหารสัตว์อินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพจากต่างประเทศมีราคาแพงเพราะขาดอำนาจต่อรอง

 

3. ด้านมาตรฐาน การตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ยังมีขั้นตอนที่ซับซ้อน และไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของหลายหน่วยงาน เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว เป็นต้น อีกทั้งไทยยังไม่มีตราสัญลักษณ์กลางแสดงความเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ยอมรับร่วมกัน ส่วนในด้านการส่งออกนั้นยังไม่มีมาตรฐษนเกษตรอินทรีย์กลางที่ใช้กับทุกประเทศ ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ จึงต้องขอรับการตรวจรับรองจากหน่วยงานรับรอง (certification body ; CB) ของแต่ละประเทศคู่ค้าเป็นรายประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และไทยมี CB ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจำนวนน้อยมาก

 

4. ด้านการตลาด ความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศยังมีจำกัด ความตื่นตัวของผู้บริโภคด้านความปลอดภัยของอาหารยังไม่สูงเท่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือในด้านการตลาดต่างประเทศนั้นยังพบว่าคนยุโรปยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของไทย โดยเฉพาะผักและผลไม้ ซึ่งจะต้องเปิดตัวด้วยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญของโลก และสร้างความประทับใจต่อผู้ประกอบการในประเทศคู่ค้าในด้านการให้บริการ อีกทั้งการประชาสัมพันธ์ควรจัดโครงการที่จะเสริมความรู้ความเข้าใจของผู้บริโภคในท้องถิ่นนั้นๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินของไทย การสาธิตการทำอาหารไทยโดยใช้วัตถุดิบจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย เป็นต้น

ที่มา: 
กองสนเทศเศรษฐกิจ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ผู้ประกาศ: 
user32 24 มิ.ย. 2551