มาตรฐาน NOP & USDA

 

กฎหมายและกฎระเบียบสินค้าอินทรีย์ของสหรัฐฯ NOP & USDA

 

สินค้าอินทรีย์ในตลาดสหรัฐฯอยู่ภายใต้การบริหารและควบคุมของหน่วยงาน National Organic Program (NOP) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯและหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯหน่วยงานอื่นๆที่รับผิดชอบสินค้านั้นๆควบคู่ กันไป เช่น Food and Drug Administration (FDA) เป็นต้น ทั้งนี้หน่วยงาน NOP จะควบคุมและรับผิดชอบใน ส่วนที่เป็น “organic” ของสินค้าซึ่งรวมถึงการกำหนดคำจำกัดความและกฎระเบียบการผลิตเฉพาะในส่วนที่เป็น “organic” หน่วยงานอื่นเช่น FDA จะรับผิดชอบในส่วนอื่นๆของสินค้าเฉพาะที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความรับผิดชอบของตนและจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนที่เป็น organic ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดคำจำกัดความ หรือกฎระเบียบการผลิตที่จะทำให้สินค้านั้นเป็น “organic”

 

 

แผนงานเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (National Organic Program – NOP) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture – USDA) โดยระบบการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์นี้เริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2545  ในเดือนมิถุนายน 2552 กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาและ CFIA ของแคนาดาได้ลงในข้อตกลงยอมรับความเท่าเทียมกันของระบบเกษตรอินทรีย์ของอีก ฝ่าย ซึ่งทำให้ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองตามระบบเกษตรอินทรีย์แคนาดา สามารถได้รับการรับรองตามระบบของสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการตรวจประเมินเพิ่ม (ยกเว้นในกรณีของผลผลิตจากสัตว์เกษตรอินทรีย์ ที่จะต้องมีการตรวจเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่ม)  ดูรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างแคนาดา-สหรัฐอเมริกาได้ที่เว็บไซต์ของ CFIA [ไปดู]

 

ผู้ ประกอบการที่จะขอการรับรองผลผลิตตามระบบเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกากับ มกท. จะต้องขอการรับรองตามระบบแคนาดาควบคู่กัน เพราะการรับรองตามระบบของสหรัฐอเมริกาของ มกท. นี้เป็นการรับรองภายใต้ของตกลงความเท่าเทียมของระบบเกษตรอินทรีย์แคนาดาและ สหรัฐอเมริกา  มกท. ไม่ได้ให้บริการตรวจรับรองตามระบบเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกาโดยตรง  ดังนั้น ข้อกำหนดของมาตรฐานที่ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามก็คือ เอกสารมาตรฐานเกษตรอินนทรีย์แคนาดา ซึ่งประกอบด้วย (1) ข้อกำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เกี่ยวกับหลักการและการจัดการระบบการผลิต (Organic Production Systems: General Principles and Management Standards) และ (2) รายชื่อปัจจัยการผลิตที่อนุญาตให้ใช้ในการผลิต (Permitted Substances Lists) ซึ่งเอกสารทั้ง 2 สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของ CFIA [ไปดู]

 

ขอบข่าย การตรวจรับรองในระบบนี้จึงเหมือนกับระบบของแคนาดา คือ การเพาะปลูกพืช การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่าและธรรมชาติ และการแปรรูปและจัดการผลผลิต

 

 

 

ผู้ ประกอบการที่ขอการรับรองในระบบนี้ เมื่อได้รับการรับรองแล้ว จะสามารถใช้ตราเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (ข้างล่าง) บนผลผลิตได้

 

 

http://www.actorganic-cert.or.th/page/item/592

 

 

 

1. หน่วยงานสหรัฐฯที่ควบคุมสินค้าอินทรีย์

 

สินค้าอินทรีย์ในตลาดสหรัฐฯอยู่ภายใต้การบริหารและควบคุมของหน่วยงาน National Organic Program (NOP) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯและหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯหน่วยงานอื่นๆที่รับผิดชอบสินค้านั้นๆควบคู่ กันไป เช่น Food and Drug Administration (FDA) เป็นต้น ทั้งนี้หน่วยงาน NOP จะควบคุมและรับผิดชอบใน ส่วนที่เป็น “organic” ของสินค้าซึ่งรวมถึงการกำหนดคำจำกัดความและกฎระเบียบการผลิตเฉพาะในส่วนที่เป็น “organic” หน่วยงานอื่นเช่น FDA จะรับผิดชอบในส่วนอื่นๆของสินค้าเฉพาะที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความรับผิดชอบของตนและจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนที่เป็น organic ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดคำจำกัดความ หรือกฎระเบียบการผลิตที่จะทำให้สินค้านั้นเป็น “organic” ยกตัวอย่างเช่น

 

(ก) การทำฉลากสินค้าอาหารอินทรีย์จะต้องทำตามกฎระเบียบของ USFDA ว่าด้วยเรื่องฉลากสินค้าอาหาร และจะต้องทำตามกฎระเบียบของ NOP ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานการปิดฉลากสินค้าอินทรีย์

 

(ข) ในกรณีของสินค้าเครื่องสำอางค์หรือผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาร่างกาย FDA ไม่ถือว่าเครื่องสำอางค์ที่เป็น “organic” ความปลอดภัยกว่าเครื่องสำอางค์ทั่วไปที่ไม่ได้เป็น“organic” ดังนั้นเครื่องสำอางค์ที่เป็น“organic” จะต้องมีขบวนการผลิตสินค้าเครื่องสำอางค์ที่เป็นไปตามกฎระเบียบของ FDA และจะต้องมีขบวนการผลิตเครื่องสำอางค์ที่เป็น “organic” ตามกฎระเบียบของหน่วยงาน NOP ด้วยเช่นกัน

 

(ค) ในกรณีที่ FDA เรียกเก็บสินค้าอินทรีย์ จะเป็นด้วยเหตุผลว่าสินค้ามีการปฏิบัติที่ผิดกฎระเบียบของ FDA เท่านั้นและจะไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ NOP หรือในทางตรงกันข้ามเมื่อหน่วยงาน NOP เรียกเก็บสินค้าอินทรีย์ก็จะด้วยเหตุผลที่ว่าสินค้าดังกล่าว มีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายสินค้าอินทรีย์ เท่านั้น การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่เป็นอินทรีย์ในตลาดสหรัฐฯ สินค้านั้นๆจะต้องมีการปลูก การจัดการ การผลิต และการปิดฉลากสินค้าที่เป็นไปตามมาตรฐานของหน่วยงาน National Organic Program (NOP) ของ กระทรวงเกษตรสหรัฐฯเท่านั้น และถ้าการผลิตสินค้าอินทรีย์ในแต่ละปีมีมูลค่าเกินกว่า 5,000 เหรียญฯสถานที่ ผลิตสินค้าจะต้องได้รับประกาศนียบัตรรับรอง การเป็นสถานที่ผลิตสินค้าอินทรีย์ จากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯด้วย เช่นกัน

 

2. กฎหมาย Organic Foods Production Act of 1990

 

สหรัฐฯประกาศใช้กฎหมาย Organic Foods Production Act of 1990 เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการควบคุมการตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรบางชนิดว่าเป็นมีการผลิตเป็น “organic” เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์สินค้า “organic” ที่วางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯมีการผลิตที่ได้มาตรฐาน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ระหว่างมลรัฐ

 

2.1 กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างว่าเป็นสินค้าอินทรีย์และการปิดฉลากสินค้าอินทรีย์สินค้าที่วางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯที่มีการระบุและการปิดฉลากว่าเป็น “100 percent organic” หรือ “organic” หรือ “made with organic……….” จะต้องผ่านการรับรองและมี ประกาศนียบัตรรับรองจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯหรือจากองค์กรที่ได้รับการรับรองจากกระทรวง เกษตรสหรัฐฯ ตามกฎหมายสหรัฐฯ (โดยย่อๆ) สินค้าที่สามารถปิดฉลากว่าเป็นสินค้าอินทรีย์ได้ จะต้องเป็นสินค้าดังต่อไปนี้คือ

 

ก. สินค้าที่สามารถปิดฉลากว่าเป็น “100 percent organic” สามารถประทับตรา “USDA Organic” หรือตราจากองค์กรอื่นที่ออกประกาศนียบัตรรับรองสินค้าอินทรีย์ได้คือ สินค้าที่ 100 percent ของส่วนผสม (คิดตามน้ำหนักหรือปริมาตรของเหลวที่ไม่รวมน้ำและเกลือ) ของสินค้านั้นๆเป็นการผลิตตามหลัก “organic” ตามกฎหมายของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯที่ กำหนดไว้สำหรับสินค้าที่เป็น“100 percent organic”

 

ข. สินค้าที่สามาถปิดฉลากว่าเป็น “organic” และสามารถประทับตรา “USDA Organic” หรือตราจากองค์กรอื่นที่ออกประกาศนียบัตรรับรองสินค้าอินทรีย์ได้คือ สินค้าที่ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 95 ของส่วนผสม (คิดตามน้ำหนักหรือปริมาตรของเหลวที่ไม่รวมน้ำและเกลือ) ของ สินค้านั้นๆเป็นการผลิตตามหลักการผลิต “organic” ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯที่กำหนด ไว้สำหรับสินค้าที่สามารถปิดฉลากว่าเป็น “organic” ส่วนผสมที่เหลือจะต้องเป็นการผลิต ตามหลัก “organic” ด้วยยกเว้นแต่ว่าส่วนผสมเหล่านั้นไม่มีอยู่ในตลาดการค้าในรูปของ “organic” หรือส่วนผสมที่เหลือจะต้องเป็นส่วนผสมที่ไม่ใช่มาจากผลผลิตทางการเกษตร หรืออาจจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ไม่ได้ผลิตตามหลัก “organic”ได้แต่ต้องเป็น ส่วนผสมตามที่มีระบุไว้ใน National List (รายชื่อส่วนผสมที่ได้รับการยอมรับและไม่ได้รับ การยอมรับจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ)และต้องมีจำนวนไม่เกินร้อยละ 5 ของส่วนผสมในส่วนที่ไม่เป็นอินทรีย์ และจะต้องไม่มี sulfites ผสมอยู่ด้วย

 

ค. สินค้าที่สามารถปิดฉลากว่าเป็น “made with organic…(ระบุส่วนผสมหรือกลุ่มอาหารที่มีการผลิตตามหลัก organic ด้วยเช่นกัน)……..” สามารถมีตราประทับที่เป็นขององค์กรอื่นที่ออกประกาศนียบัตรรับรองสินค้าอินทรีย์แต่ไม่อนุญาตให้ใช้ตรา “USDA Organic”ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯคือ สินค้าที่อย่างน้อยร้อยละ 70 ของส่วนผสม (คิดตามน้ำหนักหรือปริมาตรของเหลวที่ไม่รวมน้ำและเกลือ) ของสินค้านั้นๆเป็นการผลิตตามหลัก“organic” ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ส่วนผสมที่ตามหลังคำว่า made with organicจะต้องไม่เกิน 3 รายการ หรือกลุ่มอาหารที่ตามหลังคำว่า made with organic จะต้องไม่เกิน 3 รายการเช่นกันและจะต้องมาจากกลุ่มอาหารเหล่านี้เท่านั้น คือ beans, fish, fruits, grains, herbs, meats, nuts, oils, poultry, seeds, spices, sweeteners, vegetables หรือ processed milk products.

 

ง. สินค้าอื่นๆที่มีส่วนผสมที่เป็น “organic” ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าร้อยละ 70 (คิดตามน้ำหนักหรือปริมาตรของเหลวที่ไม่รวมน้ำและเกลือ) ไม่สามารถปิดฉลากว่าเป็นสินค้าอินทรีย์ และไม่สามารถประทับตรารับรองจาก USDA หรือองค์กรอื่นที่ออกประกาศนียบัตรรับรองสินค้าอินทรีย์ได้ ในการระบุส่วนผสมสินค้าบนฉลาก สามารถระบุว่าส่วนผสมรายการที่เป็นการผลิตแบบอินทรีย์โดยใช้คำว่า “organic” กับส่วนผสมรายการนั้นๆหรือการทำเครื่องหมายดอกจันทร์และมีคำอธิบายข้างล่างข้อความระบุส่วนผสมสินค้า พร้อมกับแสดงจำนวนร้อยละของส่วนผสมที่เป็น “organic” ด้วยการจำหน่ายหรือปิดฉลากสินค้าว่าเป็น “organic” โดยที่สินค้าดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานกระทรวงเกษตรสหรัฐฯอาจจะมีโทษปรับจนถึง 11,000 เหรียญฯในแต่ละครั้งที่เกิดการฝ่าฝืน

 

2.2 กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอินทรีย์ที่เป็นสินค้านำเข้ากฎหมายกำหนดว่าผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่เป็นสินค้านำเข้าอาจจะวางจำหน่ายในสหรัฐฯหรือปิดฉลากว่าเป็นสินค้าอินทรีย์ได้ตามกฎหมายสหรัฐฯก็ต่อเมื่อกระทรวงเกษตรสหรัฐฯได้พิจารณาแล้วว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการผลิตและการจัดการภายใต้โปรแกรมการรับรองสินค้า

เกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ มีการจัดหาการควบคุมที่เป็นด้านการป้องกันและการจัดทำแนวทางการผลิตและการจัดการสินค้าที่อย่างน้อยก็ต้องเท่าเทียมกันกับที่กฎหมายสหรัฐฯกำหนด ภาระในการแสดงว่าสินค้ามีมาตรฐานเทียบเท่าที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯกำหนดเป็นหน้าที่ของประเทศผู้ส่งออก

 

คำว่า “เท่าเทียมกัน” หมายถึงว่า กระทรวงเกษตรสหรัฐฯได้พิจารณาตัดสินแล้วว่า “ข้อบังคับทางด้านเทคนิค”และ”ระบบการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐาน”ของประเทศผู้ผลิตเท่ากับหรือมากกว่าข้อกำหนดและกฎระเบียบต่างๆในกฎหมาย Organic Foods Production Act of 1990 ของสหรัฐฯ

 

คำว่า “ข้อบังคับทางด้านเทคนิค” ในที่นี้หมายถึงระบบกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับและการปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องที่ระบุถึงการผลิต การจัดการ และการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้าอินทรีย์

 

คำว่า “ระบบการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐาน” ในที่นี้หมายถึงกิจกรรมทุกชนิดที่ภาครัฐบาลกระทำเพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อบังคับทางด้านเทคนิคในการผลิต การจัดการและ

 

การดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์กระทำอย่างสมบูรณ์และอย่างสม่ำเสมอในทุกตัวสินค้าหน่วยงาน NOP กระทรวงเกษตรสหรัฐฯจะทำการเปรียบเทียบข้อบังคับทางด้านเทคนิคและระบบการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานของประเทศสหรัฐฯกับของประเทศผู้ผลิตสินค้าเพื่อตัดสินความคล้ายคลึงกันหรือความแตกต่างกันระหว่างสองประเทศ NOP อาจจะขออนุญาตรัฐบาลประเทศผู้ผลิตในการเข้าไปตรวจโรงงานหรือสถานที่ผลิตในประเทศนั้นๆเพื่อรับรองว่าระบบการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานที่รัฐบาลประเทศผู้ผลิตกำหนดไว้นั้นได้มีการปฏิบัติตามจริงเหมือนที่ได้มีการระบุไว้ในเอกสารหรือไม่ ขั้นตอนที่สินค้านำเข้าสามารถปิดฉลากและขายเป็นสินค้า “organic” ในตลาดสหรัฐฯได้มีอยู่ 2 ขั้นตอนหลักคือ

 

(ก) รัฐบาลประเทศผู้ผลิตอาจจะติดต่อขอคำตัดสินความเท่าเทียมกันของ ระบบการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานของตนกับของสหรัฐฯได้ที่

USDA-AMS Administrator, 1400 Independence Avenue, SW, Room 2646-S, Stop 0268, Washington, DC 20250, Attn: NOP Equivalence Request (ดูรายละเอียดวิธีการยื่นคำร้องขอคำตัดสิน ข้อมูลต่างๆที่ต้องแจ้งในขณะยื่นคำร้อง และเงื่อนไขต่างๆที่ต้องปฏิบัติ ในระหว่างการพิจารณาคำร้องและหลังจากได้รับการรับรองจาก สหรัฐฯแล้ว ที่ ww.ams.usda.gov/AMSv1.0/getfile?dDocNam…)

 

(ข) สินค้าอินทรีย์ที่ผลิตและได้รับการรับรองในต่างประเทศว่าเป็นสินค้าอินทรีย์จะขาย ปิดฉลาก หรือวางในตลาดสหรัฐฯในฐานะเป็น“organic” ได้ก็ต่อเมื่อระบบการรับรองสินค้าในประเทศผู้ผลิตเป็นไปตามกฎหมายสหรัฐฯว่าด้วยเรื่องการรับรองสินค้า “organic”(Certified Organic under the US National Organic Program)

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯอาจจะให้การรับรององค์กรในประเทศผู้ผลิตที่ทำหน้าที่ออกใบประกาศนียบัตรรับรองสินค้าอินทรีย์ว่ามีการดำเนินงานเป็นไปตามตามแนวทางของ NOP สหรัฐฯ การขอคำรับรองจากกระทรวงเกษตรสหรัฐสามารถกระทำได้ที่ Administrator; AMS;, 1400 Independence Avenue, SW; Room 2643 South Agriculture Building;, Washington, DC 20250 Attn: NOP Recognition Request (ดูรายละเอียดวิธีการยื่นคำร้องขอคำรับรองข้อมูลต่างๆที่ต้องแจ้งในขณะยื่นคำร้อง และเงื่อนไขต่างๆที่ต้องปฏิบัติในระหว่างการพิจารณาคำร้องและหลังจากที่ได้รับการรับรองจากสหรัฐฯแล้วที่ www.ams.usda.gov/AMSv1.0/getfile?dDocNam..)

 

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรสหรัฐฯได้ให้การรับรององค์กรในต่างประเทศเพื่อตรวจออกประกาศนียบัตรอินทรีย์แล้วจำนวน 42 องค์กรใน 22 ประเทศที่ตั้งอยู่ในยุโรป อียิปต์ ญี่ปุ่นคานาดา เม็กซิโกและลาตินอเมริกาบางประเทศ ตามกฎหมายสหรัฐฯผู้ที่ประสงค์จะขอรับประกาศนียบัตรรับรองการเป็นอินทรีย์สามารถขอได้จากองค์กรใดๆก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรที่อยู่ในสถานที่ตั้งของพื้นที่การเกษตรหรือโรงงานผลิต

 

 

 

กฎหมายและกฎระเบียบสินค้าอินทรีย์ของสหรัฐฯ NOP & USDA

 

สินค้าอินทรีย์ในตลาดสหรัฐฯอยู่ภายใต้การบริหารและควบคุมของหน่วยงาน National Organic Program (NOP) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯและหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯหน่วยงานอื่นๆที่รับผิดชอบสินค้านั้นๆควบคู่ กันไป เช่น Food and Drug Administration (FDA) เป็นต้น ทั้งนี้หน่วยงาน NOP จะควบคุมและรับผิดชอบใน ส่วนที่เป็น “organic” ของสินค้าซึ่งรวมถึงการกำหนดคำจำกัดความและกฎระเบียบการผลิตเฉพาะในส่วนที่เป็น “organic” หน่วยงานอื่นเช่น FDA จะรับผิดชอบในส่วนอื่นๆของสินค้าเฉพาะที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความรับผิดชอบของตนและจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนที่เป็น organic ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดคำจำกัดความ หรือกฎระเบียบการผลิตที่จะทำให้สินค้านั้นเป็น “organic”

 

 

แผนงานเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (National Organic Program – NOP) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture – USDA) โดยระบบการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์นี้เริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2545  ในเดือนมิถุนายน 2552 กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาและ CFIA ของแคนาดาได้ลงในข้อตกลงยอมรับความเท่าเทียมกันของระบบเกษตรอินทรีย์ของอีก ฝ่าย ซึ่งทำให้ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองตามระบบเกษตรอินทรีย์แคนาดา สามารถได้รับการรับรองตามระบบของสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการตรวจประเมินเพิ่ม (ยกเว้นในกรณีของผลผลิตจากสัตว์เกษตรอินทรีย์ ที่จะต้องมีการตรวจเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่ม)  ดูรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างแคนาดา-สหรัฐอเมริกาได้ที่เว็บไซต์ของ CFIA [ไปดู]

 

ผู้ ประกอบการที่จะขอการรับรองผลผลิตตามระบบเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกากับ มกท. จะต้องขอการรับรองตามระบบแคนาดาควบคู่กัน เพราะการรับรองตามระบบของสหรัฐอเมริกาของ มกท. นี้เป็นการรับรองภายใต้ของตกลงความเท่าเทียมของระบบเกษตรอินทรีย์แคนาดาและ สหรัฐอเมริกา  มกท. ไม่ได้ให้บริการตรวจรับรองตามระบบเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกาโดยตรง  ดังนั้น ข้อกำหนดของมาตรฐานที่ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามก็คือ เอกสารมาตรฐานเกษตรอินนทรีย์แคนาดา ซึ่งประกอบด้วย (1) ข้อกำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เกี่ยวกับหลักการและการจัดการระบบการผลิต (Organic Production Systems: General Principles and Management Standards) และ (2) รายชื่อปัจจัยการผลิตที่อนุญาตให้ใช้ในการผลิต (Permitted Substances Lists) ซึ่งเอกสารทั้ง 2 สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของ CFIA [ไปดู]

 

ขอบข่าย การตรวจรับรองในระบบนี้จึงเหมือนกับระบบของแคนาดา คือ การเพาะปลูกพืช การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่าและธรรมชาติ และการแปรรูปและจัดการผลผลิต

 

ผู้ ประกอบการที่ขอการรับรองในระบบนี้ เมื่อได้รับการรับรองแล้ว จะสามารถใช้ตราเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (ข้างล่าง) บนผลผลิตได้

 

 

http://www.actorganic-cert.or.th/page/item/592

 

 

 

 

1. หน่วยงานสหรัฐฯที่ควบคุมสินค้าอินทรีย์

 

สินค้าอินทรีย์ในตลาดสหรัฐฯอยู่ภายใต้การบริหารและควบคุมของหน่วยงาน National Organic Program (NOP) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯและหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯหน่วยงานอื่นๆที่รับผิดชอบสินค้านั้นๆควบคู่ กันไป เช่น Food and Drug Administration (FDA) เป็นต้น ทั้งนี้หน่วยงาน NOP จะควบคุมและรับผิดชอบใน ส่วนที่เป็น “organic” ของสินค้าซึ่งรวมถึงการกำหนดคำจำกัดความและกฎระเบียบการผลิตเฉพาะในส่วนที่เป็น “organic” หน่วยงานอื่นเช่น FDA จะรับผิดชอบในส่วนอื่นๆของสินค้าเฉพาะที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความรับผิดชอบของตนและจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนที่เป็น organic ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดคำจำกัดความ หรือกฎระเบียบการผลิตที่จะทำให้สินค้านั้นเป็น “organic” ยกตัวอย่างเช่น

 

(ก) การทำฉลากสินค้าอาหารอินทรีย์จะต้องทำตามกฎระเบียบของ USFDA ว่าด้วยเรื่องฉลากสินค้าอาหาร และจะต้องทำตามกฎระเบียบของ NOP ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานการปิดฉลากสินค้าอินทรีย์

 

(ข) ในกรณีของสินค้าเครื่องสำอางค์หรือผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาร่างกาย FDA ไม่ถือว่าเครื่องสำอางค์ที่เป็น “organic” ความปลอดภัยกว่าเครื่องสำอางค์ทั่วไปที่ไม่ได้เป็น“organic” ดังนั้นเครื่องสำอางค์ที่เป็น“organic” จะต้องมีขบวนการผลิตสินค้าเครื่องสำอางค์ที่เป็นไปตามกฎระเบียบของ FDA และจะต้องมีขบวนการผลิตเครื่องสำอางค์ที่เป็น “organic” ตามกฎระเบียบของหน่วยงาน NOP ด้วยเช่นกัน

 

(ค) ในกรณีที่ FDA เรียกเก็บสินค้าอินทรีย์ จะเป็นด้วยเหตุผลว่าสินค้ามีการปฏิบัติที่ผิดกฎระเบียบของ FDA เท่านั้นและจะไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ NOP หรือในทางตรงกันข้ามเมื่อหน่วยงาน NOP เรียกเก็บสินค้าอินทรีย์ก็จะด้วยเหตุผลที่ว่าสินค้าดังกล่าว มีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายสินค้าอินทรีย์ เท่านั้น การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่เป็นอินทรีย์ในตลาดสหรัฐฯ สินค้านั้นๆจะต้องมีการปลูก การจัดการ การผลิต และการปิดฉลากสินค้าที่เป็นไปตามมาตรฐานของหน่วยงาน National Organic Program (NOP) ของ กระทรวงเกษตรสหรัฐฯเท่านั้น และถ้าการผลิตสินค้าอินทรีย์ในแต่ละปีมีมูลค่าเกินกว่า 5,000 เหรียญฯสถานที่ ผลิตสินค้าจะต้องได้รับประกาศนียบัตรรับรอง การเป็นสถานที่ผลิตสินค้าอินทรีย์ จากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯด้วย เช่นกัน

 

 

 

2. กฎหมาย Organic Foods Production Act of 1990

 

สหรัฐฯประกาศใช้กฎหมาย Organic Foods Production Act of 1990 เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการควบคุมการตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรบางชนิดว่าเป็นมีการผลิตเป็น “organic” เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์สินค้า “organic” ที่วางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯมีการผลิตที่ได้มาตรฐาน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ระหว่างมลรัฐ

 

2.1 กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างว่าเป็นสินค้าอินทรีย์และการปิดฉลากสินค้าอินทรีย์สินค้าที่วางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯที่มีการระบุและการปิดฉลากว่าเป็น “100 percent organic” หรือ “organic” หรือ “made with organic……….” จะต้องผ่านการรับรองและมี ประกาศนียบัตรรับรองจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯหรือจากองค์กรที่ได้รับการรับรองจากกระทรวง เกษตรสหรัฐฯ ตามกฎหมายสหรัฐฯ (โดยย่อๆ) สินค้าที่สามารถปิดฉลากว่าเป็นสินค้าอินทรีย์ได้ จะต้องเป็นสินค้าดังต่อไปนี้คือ

 

ก. สินค้าที่สามารถปิดฉลากว่าเป็น “100 percent organic” สามารถประทับตรา “USDA Organic” หรือตราจากองค์กรอื่นที่ออกประกาศนียบัตรรับรองสินค้าอินทรีย์ได้คือ สินค้าที่ 100 percent ของส่วนผสม (คิดตามน้ำหนักหรือปริมาตรของเหลวที่ไม่รวมน้ำและเกลือ) ของสินค้านั้นๆเป็นการผลิตตามหลัก “organic” ตามกฎหมายของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯที่ กำหนดไว้สำหรับสินค้าที่เป็น“100 percent organic”

 

ข. สินค้าที่สามาถปิดฉลากว่าเป็น “organic” และสามารถประทับตรา “USDA Organic” หรือตราจากองค์กรอื่นที่ออกประกาศนียบัตรรับรองสินค้าอินทรีย์ได้คือ สินค้าที่ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 95 ของส่วนผสม (คิดตามน้ำหนักหรือปริมาตรของเหลวที่ไม่รวมน้ำและเกลือ) ของ สินค้านั้นๆเป็นการผลิตตามหลักการผลิต “organic” ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯที่กำหนด ไว้สำหรับสินค้าที่สามารถปิดฉลากว่าเป็น “organic” ส่วนผสมที่เหลือจะต้องเป็นการผลิต ตามหลัก “organic” ด้วยยกเว้นแต่ว่าส่วนผสมเหล่านั้นไม่มีอยู่ในตลาดการค้าในรูปของ “organic” หรือส่วนผสมที่เหลือจะต้องเป็นส่วนผสมที่ไม่ใช่มาจากผลผลิตทางการเกษตร หรืออาจจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ไม่ได้ผลิตตามหลัก “organic”ได้แต่ต้องเป็น ส่วนผสมตามที่มีระบุไว้ใน National List (รายชื่อส่วนผสมที่ได้รับการยอมรับและไม่ได้รับ การยอมรับจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ)และต้องมีจำนวนไม่เกินร้อยละ 5 ของส่วนผสมในส่วนที่ไม่เป็นอินทรีย์ และจะต้องไม่มี sulfites ผสมอยู่ด้วย

 

ค. สินค้าที่สามารถปิดฉลากว่าเป็น “made with organic…(ระบุส่วนผสมหรือกลุ่มอาหารที่มีการผลิตตามหลัก organic ด้วยเช่นกัน)……..” สามารถมีตราประทับที่เป็นขององค์กรอื่นที่ออกประกาศนียบัตรรับรองสินค้าอินทรีย์แต่ไม่อนุญาตให้ใช้ตรา “USDA Organic”ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯคือ สินค้าที่อย่างน้อยร้อยละ 70 ของส่วนผสม (คิดตามน้ำหนักหรือปริมาตรของเหลวที่ไม่รวมน้ำและเกลือ) ของสินค้านั้นๆเป็นการผลิตตามหลัก“organic” ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ส่วนผสมที่ตามหลังคำว่า made with organicจะต้องไม่เกิน 3 รายการ หรือกลุ่มอาหารที่ตามหลังคำว่า made with organic จะต้องไม่เกิน 3 รายการเช่นกันและจะต้องมาจากกลุ่มอาหารเหล่านี้เท่านั้น คือ beans, fish, fruits, grains, herbs, meats, nuts, oils, poultry, seeds, spices, sweeteners, vegetables หรือ processed milk products.

 

ง. สินค้าอื่นๆที่มีส่วนผสมที่เป็น “organic” ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าร้อยละ 70 (คิดตามน้ำหนักหรือปริมาตรของเหลวที่ไม่รวมน้ำและเกลือ) ไม่สามารถปิดฉลากว่าเป็นสินค้าอินทรีย์ และไม่สามารถประทับตรารับรองจาก USDA หรือองค์กรอื่นที่ออกประกาศนียบัตรรับรองสินค้าอินทรีย์ได้ ในการระบุส่วนผสมสินค้าบนฉลาก สามารถระบุว่าส่วนผสมรายการที่เป็นการผลิตแบบอินทรีย์โดยใช้คำว่า “organic” กับส่วนผสมรายการนั้นๆหรือการทำเครื่องหมายดอกจันทร์และมีคำอธิบายข้างล่างข้อความระบุส่วนผสมสินค้า พร้อมกับแสดงจำนวนร้อยละของส่วนผสมที่เป็น “organic” ด้วยการจำหน่ายหรือปิดฉลากสินค้าว่าเป็น “organic” โดยที่สินค้าดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานกระทรวงเกษตรสหรัฐฯอาจจะมีโทษปรับจนถึง 11,000 เหรียญฯในแต่ละครั้งที่เกิดการฝ่าฝืน

 

2.2 กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอินทรีย์ที่เป็นสินค้านำเข้ากฎหมายกำหนดว่าผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่เป็นสินค้านำเข้าอาจจะวางจำหน่ายในสหรัฐฯหรือปิดฉลากว่าเป็นสินค้าอินทรีย์ได้ตามกฎหมายสหรัฐฯก็ต่อเมื่อกระทรวงเกษตรสหรัฐฯได้พิจารณาแล้วว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการผลิตและการจัดการภายใต้โปรแกรมการรับรองสินค้า

เกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ มีการจัดหาการควบคุมที่เป็นด้านการป้องกันและการจัดทำแนวทางการผลิตและการจัดการสินค้าที่อย่างน้อยก็ต้องเท่าเทียมกันกับที่กฎหมายสหรัฐฯกำหนด ภาระในการแสดงว่าสินค้ามีมาตรฐานเทียบเท่าที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯกำหนดเป็นหน้าที่ของประเทศผู้ส่งออก

 

คำว่า “เท่าเทียมกัน” หมายถึงว่า กระทรวงเกษตรสหรัฐฯได้พิจารณาตัดสินแล้วว่า “ข้อบังคับทางด้านเทคนิค”และ”ระบบการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐาน”ของประเทศผู้ผลิตเท่ากับหรือมากกว่าข้อกำหนดและกฎระเบียบต่างๆในกฎหมาย Organic Foods Production Act of 1990 ของสหรัฐฯ

 

คำว่า “ข้อบังคับทางด้านเทคนิค” ในที่นี้หมายถึงระบบกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับและการปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องที่ระบุถึงการผลิต การจัดการ และการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้าอินทรีย์

 

คำว่า “ระบบการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐาน” ในที่นี้หมายถึงกิจกรรมทุกชนิดที่ภาครัฐบาลกระทำเพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อบังคับทางด้านเทคนิคในการผลิต การจัดการและ

 

การดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์กระทำอย่างสมบูรณ์และอย่างสม่ำเสมอในทุกตัวสินค้าหน่วยงาน NOP กระทรวงเกษตรสหรัฐฯจะทำการเปรียบเทียบข้อบังคับทางด้านเทคนิคและระบบการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานของประเทศสหรัฐฯกับของประเทศผู้ผลิตสินค้าเพื่อตัดสินความคล้ายคลึงกันหรือความแตกต่างกันระหว่างสองประเทศ NOP อาจจะขออนุญาตรัฐบาลประเทศผู้ผลิตในการเข้าไปตรวจโรงงานหรือสถานที่ผลิตในประเทศนั้นๆเพื่อรับรองว่าระบบการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานที่รัฐบาลประเทศผู้ผลิตกำหนดไว้นั้นได้มีการปฏิบัติตามจริงเหมือนที่ได้มีการระบุไว้ในเอกสารหรือไม่ ขั้นตอนที่สินค้านำเข้าสามารถปิดฉลากและขายเป็นสินค้า “organic” ในตลาดสหรัฐฯได้มีอยู่ 2 ขั้นตอนหลักคือ

 

(ก) รัฐบาลประเทศผู้ผลิตอาจจะติดต่อขอคำตัดสินความเท่าเทียมกันของ ระบบการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานของตนกับของสหรัฐฯได้ที่

USDA-AMS Administrator, 1400 Independence Avenue, SW, Room 2646-S, Stop 0268, Washington, DC 20250, Attn: NOP Equivalence Request (ดูรายละเอียดวิธีการยื่นคำร้องขอคำตัดสิน ข้อมูลต่างๆที่ต้องแจ้งในขณะยื่นคำร้อง และเงื่อนไขต่างๆที่ต้องปฏิบัติ ในระหว่างการพิจารณาคำร้องและหลังจากได้รับการรับรองจาก สหรัฐฯแล้ว ที่ ww.ams.usda.gov/AMSv1.0/getfile?dDocNam…)

 

(ข) สินค้าอินทรีย์ที่ผลิตและได้รับการรับรองในต่างประเทศว่าเป็นสินค้าอินทรีย์จะขาย ปิดฉลาก หรือวางในตลาดสหรัฐฯในฐานะเป็น“organic” ได้ก็ต่อเมื่อระบบการรับรองสินค้าในประเทศผู้ผลิตเป็นไปตามกฎหมายสหรัฐฯว่าด้วยเรื่องการรับรองสินค้า “organic”(Certified Organic under the US National Organic Program)

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯอาจจะให้การรับรององค์กรในประเทศผู้ผลิตที่ทำหน้าที่ออกใบประกาศนียบัตรรับรองสินค้าอินทรีย์ว่ามีการดำเนินงานเป็นไปตามตามแนวทางของ NOP สหรัฐฯ การขอคำรับรองจากกระทรวงเกษตรสหรัฐสามารถกระทำได้ที่ Administrator; AMS;, 1400 Independence Avenue, SW; Room 2643 South Agriculture Building;, Washington, DC 20250 Attn: NOP Recognition Request (ดูรายละเอียดวิธีการยื่นคำร้องขอคำรับรองข้อมูลต่างๆที่ต้องแจ้งในขณะยื่นคำร้อง และเงื่อนไขต่างๆที่ต้องปฏิบัติในระหว่างการพิจารณาคำร้องและหลังจากที่ได้รับการรับรองจากสหรัฐฯแล้วที่ www.ams.usda.gov/AMSv1.0/getfile?dDocNam..)

 

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรสหรัฐฯได้ให้การรับรององค์กรในต่างประเทศเพื่อตรวจออกประกาศนียบัตรอินทรีย์แล้วจำนวน 42 องค์กรใน 22 ประเทศที่ตั้งอยู่ในยุโรป อียิปต์ ญี่ปุ่นคานาดา เม็กซิโกและลาตินอเมริกาบางประเทศ ตามกฎหมายสหรัฐฯผู้ที่ประสงค์จะขอรับประกาศนียบัตรรับรองการเป็นอินทรีย์สามารถขอได้จากองค์กรใดๆก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรที่อยู่ในสถานที่ตั้งของพื้นที่การเกษตรหรือโรงงานผลิต

 

 

โลโก้: